วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไทยกับวิกฤตพลังงาน



ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ผู้คนจำนวนมากต่างพูดถึงวิกฤติพลังงาน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าวิกฤตินี้รุนแรงและใกล้ตัวมากแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพลังงานแนะให้สังเกตง่ายๆจากราคาพลังงานที่ใช้ในครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า แก๊สหุงต้ม หรือน้ำมัน ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาพลังงานที่ถีบตัวสูงขึ้นนี้บ่งชี้ถึงสถานการณ์ด้านพลังงานที่ยากลำบากขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ได้สำรวจการใช้พลังงานของครัวเรือนไทยในปี2549 จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน52,000
ครัวเรือน พบว่าค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นจาก932บาทในปี2545เป็น1,066 บาทในปี2547 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ6.9ต่อปี และเพิ่มเป็น1,434บาทในปี 2549 หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ต่อปี นอกจากนี้ ผลการสำรวจค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยในปี 2549ยังพบด้วยว่าในจำนวนค่าใช้จ่ายเฉลี่ย14,000บาท ต่อเดือนมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึงร้อยละ10 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงถึง2,412บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน รองลงมาเป็นภาคกลางและภาคใต้ หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ จะเห็นว่าในปี 2550
ที่ผ่านมา ภาคที่มีการใช้พลังงานทุกชนิดรวมกันมากที่สุดคือภาคคมนาคมขนส่ง รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนบ้านอยู่อาศัยเป็นอันดับสาม
(ดูกราฟ”การใช้พลังงานจำแนกตามภาคเศรษฐกิจ„หน้า57) ถึงแม้ปริมาณการใช้พลังงานของบ้านอยู่อาศัยจะไม่สูงเท่าภาคอื่นๆแต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือการเปรียบเทียบปริมาณการใช้ไฟฟ้าระหว่างปี2550และ2551(ดูกราฟ
”อัตราการใช้ไฟฟ้า
จำแนกตามภาคธุรกิจ„
หน้า
57) ซึ่งจะเห็นได้ว่าบ้านอยู่อาศัยมีอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าภาค
อุตสาหกรรมและภาคอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลง
การใช้พลังงานมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าปัญหาโลกร้อน ข้อมูลของศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า กรุงเทพมหานครปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า
42ล้านตันต่อปี คิดจากจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการของกรุงเทพฯคือ6ล้านคน) ส่วนใหญ่มาจากการคมนาคมขนส่ง เท่ากับว่าคนกรุงเทพฯปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกสูงถึงคนละเจ็ดตันต่อปีโดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมหานครนิวยอร์กที่ปล่อยคาร์บอน-ไดออกไซด์ ประมาณ58ล้านตันต่อปี 
ถึงแม้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยจะ
ยังไม่สูงจนถึงขั้นมีพันธกรณีที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโต
(Kyoto rotocol) ซึ่งเป็นความพยายามลดการใช้พลังงานในระดับโลกที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่16กุมภาพันธ์ปี2548 โดยมีประเทศต่างๆกว่า175ประเทศให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเกียวโตกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว36ประเทศต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อยร้อยละ5 ของปริมาณก๊าซทั้งหมดที่ปล่อยในปี 2533ภายในปี2551 ถึง2555 แต่มาตรการในระดับนานาชาติก็ใช่ว่าจะได้ผล เพราะนอกจากจะไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศต่างๆอย่างเต็มที่แล้ว นโยบายและมาตรการต่างๆที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการลดหรือจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในแต่ละประเทศ เช่นการเก็บภาษีคาร์บอน ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนในประเทศเท่าที่ควร ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกในปี 2549สูงถึงเกือบ10,000ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ35 เมื่อเทียบกับปี2533 เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่มสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่คนไทยไม่กระตือรือร้น
ในการประหยัดพลังงานอาจเป็นผลมาจากนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องของภาครัฐ อันเกิดจากปัญหาความผันผวนด้านราคาพลังงานในตลาดโลก ทำให้ภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนนโยบายไปตามสถานการณ์ ผลบังคับใช้จึงไม่มีน้ำหนักและไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 
นอกจากนี้ ภาคครัวเรือนยังมีพฤติกรรมและปริมาณการ
ใช้พลังงานแตกต่างจากภาคอื่น ทำให้ภาครัฐไม่สามารถสร้างกรอบกฎหมายเรื่องการใช้พลังงานในครัวเรือนที่ชัดเจนได้ จึงทำได้แต่เพียงใช้มาตรการรณรงค์ส่งเสริมและจูงใจให้ประหยัดพลังงาน เท่าที่ผ่านมาจึงมีเพียงพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
พ.ศ.2535 ที่พุ่งเป้าไปที่การใช้พลังงานของอาคารขนาดใหญ่ โดยกำหนดให้สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งมีการใช้พลังงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดต้องลงทะเบียนและได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ 
แต่ไม่ต้องรอให้มีกฎหมายบังคับ ลำพังสถานการณ์
พลังงานทั่วโลกและผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรจะช่วยกันประหยัดพลังงาน เริ่มต้นที่ใจ เริ่มต้นที่ตัวเรา เมื่อไรที่การเปลี่ยนทัศนคตินำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง การลดพลังงานในบ้านอยู่อาศัยและพาหนะส่วนตัวก็จะนำไปสู่การลดพลังงานในระดับใหญ่ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมได้ในที่สุด
 
ที่มา : เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น