ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผู้คนจำนวนมากต่างพูดถึงวิกฤติพลังงาน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าวิกฤตินี้รุนแรงและใกล้ตัวมากแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพลังงานแนะให้สังเกตง่ายๆจากราคาพลังงานที่ใช้ในครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า แก๊สหุงต้ม หรือน้ำมัน ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาพลังงานที่ถีบตัวสูงขึ้นนี้บ่งชี้ถึงสถานการณ์ด้านพลังงานที่ยากลำบากขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ได้สำรวจการใช้พลังงานของครัวเรือนไทยในปี 2549 จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 52,000
ครัวเรือน พบว่าค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นจาก 932 บาทในปี 2545 เป็น 1,066 บาทในปี 2547 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 ต่อปี และเพิ่มเป็น 1,434 บาทในปี 2549 หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ต่อปี นอกจากนี้ ผลการสำรวจค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยในปี 2549 ยังพบด้วยว่าในจำนวนค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 14,000 บาท ต่อเดือนมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึงร้อยละ 10 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงถึง 2,412 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน รองลงมาเป็นภาคกลางและภาคใต้ หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ จะเห็นว่าในปี 2550
ที่ผ่านมา ภาคที่มีการใช้พลังงานทุกชนิดรวมกันมากที่สุดคือภาคคมนาคมขนส่ง รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนบ้านอยู่อาศัยเป็นอันดับสาม (ดูกราฟ”การใช้พลังงานจำแนกตามภาคเศรษฐกิจ„ หน้า 57) ถึงแม้ปริมาณการใช้พลังงานของบ้านอยู่อาศัยจะไม่สูงเท่าภาคอื่นๆแต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือการเปรียบเทียบปริมาณการใช้ไฟฟ้าระหว่างปี 2550 และ 2551 (ดูกราฟ ”อัตราการใช้ไฟฟ้า
จำแนกตามภาคธุรกิจ„ หน้า 57) ซึ่งจะเห็นได้ว่าบ้านอยู่อาศัยมีอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าภาค
อุตสาหกรรมและภาคอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลง การใช้พลังงานมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าปัญหาโลกร้อน ข้อมูลของศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า กรุงเทพมหานครปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 42 ล้านตันต่อปี คิดจากจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการของกรุงเทพฯคือ 6 ล้านคน) ส่วนใหญ่มาจากการคมนาคมขนส่ง เท่ากับว่าคนกรุงเทพฯปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกสูงถึงคนละเจ็ดตันต่อปี โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมหานครนิวยอร์กที่ปล่อยคาร์บอน-ไดออกไซด์ ประมาณ 58 ล้านตันต่อปี ถึงแม้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยจะ
ยังไม่สูงจนถึงขั้นมีพันธกรณีที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโต (Kyoto rotocol) ซึ่งเป็นความพยายามลดการใช้พลังงานในระดับโลกที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี 2548 โดยมีประเทศต่างๆกว่า 175 ประเทศให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเกียวโตกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว 36ประเทศต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ของปริมาณก๊าซทั้งหมดที่ปล่อยในปี 2533 ภายในปี 2551 ถึง 2555 แต่มาตรการในระดับนานาชาติก็ใช่ว่าจะได้ผล เพราะนอกจากจะไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศต่างๆอย่างเต็มที่แล้ว นโยบายและมาตรการต่างๆที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการลดหรือจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในแต่ละประเทศ เช่นการเก็บภาษีคาร์บอน ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนในประเทศเท่าที่ควร ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกในปี 2549 สูงถึงเกือบ 10,000 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับปี 2533 เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่มสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่คนไทยไม่กระตือรือร้น
ในการประหยัดพลังงานอาจเป็นผลมาจากนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องของภาครัฐ อันเกิดจากปัญหาความผันผวนด้านราคาพลังงานในตลาดโลก ทำให้ภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนนโยบายไปตามสถานการณ์ ผลบังคับใช้จึงไม่มีน้ำหนักและไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นอกจากนี้ ภาคครัวเรือนยังมีพฤติกรรมและปริมาณการ
ใช้พลังงานแตกต่างจากภาคอื่น ทำให้ภาครัฐไม่สามารถสร้างกรอบกฎหมายเรื่องการใช้พลังงานในครัวเรือนที่ชัดเจนได้ จึงทำได้แต่เพียงใช้มาตรการรณรงค์ส่งเสริมและจูงใจให้ประหยัดพลังงาน เท่าที่ผ่านมาจึงมีเพียงพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ที่พุ่งเป้าไปที่การใช้พลังงานของอาคารขนาดใหญ่ โดยกำหนดให้สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งมีการใช้พลังงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดต้องลงทะเบียนและได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ต้องรอให้มีกฎหมายบังคับ ลำพังสถานการณ์
พลังงานทั่วโลกและผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรจะช่วยกันประหยัดพลังงาน เริ่มต้นที่ใจ เริ่มต้นที่ตัวเรา เมื่อไรที่การเปลี่ยนทัศนคตินำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง การลดพลังงานในบ้านอยู่อาศัยและพาหนะส่วนตัวก็จะนำไปสู่การลดพลังงานในระดับใหญ่ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมได้ในที่สุด
ครัวเรือน พบว่าค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นจาก 932 บาทในปี 2545 เป็น 1,066 บาทในปี 2547 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 ต่อปี และเพิ่มเป็น 1,434 บาทในปี 2549 หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ต่อปี นอกจากนี้ ผลการสำรวจค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยในปี 2549 ยังพบด้วยว่าในจำนวนค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 14,000 บาท ต่อเดือนมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึงร้อยละ 10 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงถึง 2,412 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน รองลงมาเป็นภาคกลางและภาคใต้ หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ จะเห็นว่าในปี 2550
ที่ผ่านมา ภาคที่มีการใช้พลังงานทุกชนิดรวมกันมากที่สุดคือภาคคมนาคมขนส่ง รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนบ้านอยู่อาศัยเป็นอันดับสาม (ดูกราฟ”การใช้พลังงานจำแนกตามภาคเศรษฐกิจ„ หน้า 57) ถึงแม้ปริมาณการใช้พลังงานของบ้านอยู่อาศัยจะไม่สูงเท่าภาคอื่นๆแต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือการเปรียบเทียบปริมาณการใช้ไฟฟ้าระหว่างปี 2550 และ 2551 (ดูกราฟ ”อัตราการใช้ไฟฟ้า
จำแนกตามภาคธุรกิจ„ หน้า 57) ซึ่งจะเห็นได้ว่าบ้านอยู่อาศัยมีอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าภาค
อุตสาหกรรมและภาคอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลง การใช้พลังงานมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าปัญหาโลกร้อน ข้อมูลของศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า กรุงเทพมหานครปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 42 ล้านตันต่อปี คิดจากจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการของกรุงเทพฯคือ 6 ล้านคน) ส่วนใหญ่มาจากการคมนาคมขนส่ง เท่ากับว่าคนกรุงเทพฯปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกสูงถึงคนละเจ็ดตันต่อปี โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมหานครนิวยอร์กที่ปล่อยคาร์บอน-ไดออกไซด์ ประมาณ 58 ล้านตันต่อปี ถึงแม้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยจะ
ยังไม่สูงจนถึงขั้นมีพันธกรณีที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโต (Kyoto rotocol) ซึ่งเป็นความพยายามลดการใช้พลังงานในระดับโลกที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี 2548 โดยมีประเทศต่างๆกว่า 175 ประเทศให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเกียวโตกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว 36ประเทศต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ของปริมาณก๊าซทั้งหมดที่ปล่อยในปี 2533 ภายในปี 2551 ถึง 2555 แต่มาตรการในระดับนานาชาติก็ใช่ว่าจะได้ผล เพราะนอกจากจะไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศต่างๆอย่างเต็มที่แล้ว นโยบายและมาตรการต่างๆที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการลดหรือจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในแต่ละประเทศ เช่นการเก็บภาษีคาร์บอน ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนในประเทศเท่าที่ควร ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกในปี 2549 สูงถึงเกือบ 10,000 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับปี 2533 เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่มสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่คนไทยไม่กระตือรือร้น
ในการประหยัดพลังงานอาจเป็นผลมาจากนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องของภาครัฐ อันเกิดจากปัญหาความผันผวนด้านราคาพลังงานในตลาดโลก ทำให้ภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนนโยบายไปตามสถานการณ์ ผลบังคับใช้จึงไม่มีน้ำหนักและไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นอกจากนี้ ภาคครัวเรือนยังมีพฤติกรรมและปริมาณการ
ใช้พลังงานแตกต่างจากภาคอื่น ทำให้ภาครัฐไม่สามารถสร้างกรอบกฎหมายเรื่องการใช้พลังงานในครัวเรือนที่ชัดเจนได้ จึงทำได้แต่เพียงใช้มาตรการรณรงค์ส่งเสริมและจูงใจให้ประหยัดพลังงาน เท่าที่ผ่านมาจึงมีเพียงพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ที่พุ่งเป้าไปที่การใช้พลังงานของอาคารขนาดใหญ่ โดยกำหนดให้สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งมีการใช้พลังงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดต้องลงทะเบียนและได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ต้องรอให้มีกฎหมายบังคับ ลำพังสถานการณ์
พลังงานทั่วโลกและผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรจะช่วยกันประหยัดพลังงาน เริ่มต้นที่ใจ เริ่มต้นที่ตัวเรา เมื่อไรที่การเปลี่ยนทัศนคตินำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง การลดพลังงานในบ้านอยู่อาศัยและพาหนะส่วนตัวก็จะนำไปสู่การลดพลังงานในระดับใหญ่ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมได้ในที่สุด
ที่มา : เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย






